ทฤษฏีเงิน 4 ด้าน

หลักแนวคิดเกี่ยวกับเงิน4ด้านนี้ คงได้ยินกันมาบ้างไม่มากก็น้อย และเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะเคยได้ยินจากธุรกิจประเภทเครือข่าย หรือที่บ้านเราเรียกติดปากกันว่าขายตรง ซึ่งมักจะเปิดหัวเรื่องเวลาชวนไปฟังบรรยายด้วยหัวข้อเงิน4ด้าน และไปต่อที่เรื่อง Passive Income แต่ทีนี้เงิน4ด้านที่พูดถึงมันคืออะไรกันแน่

หลักแนวคิดนี้นั้นพูดถึงวิธีการที่คนเราจะได้รับรายได้หรือเงิน ว่าสามารถได้มาจากทางไหนได้บ้าง โดยแบ่งออกเป็น4ประเภท คือ E S B I หรือ Employee (ลูกจ้าง) – Self Employ (นายตัวเอง) – Business Owner( เจ้าของกิจการ) – Investor (ผู้ลงทุน) ตามลำดับ โดยที่ทั้ง4ด้านนี้จะมีรูปแบบการทำงานและได้รายได้ที่ต่างกันออกไป

E หรือ Employee คือลูกจ้าง หรือก็คือพนักงานบริษัท และงานอื่นๆเกือบทุกชนิดที่นำเวลาและแรงงานของตนไปแลกเปลี่ยนเป็นตัวเงิน ในรูปของค่าจ้างรายวัน รายเดือน ซึ่งเวลาตรงนี้ทุกๆคนจะมี24ชั่วโมงเท่ากัน ที่เหลือก็จะขึ้นอยู่กับความรู้และความสามารถที่จะกำหนดว่าคนๆนั้นจะได้รับผลตอบแทนเท่าไหร่

S หรือ Self Employ คือการที่เราเป็นนายของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอาชีพผู้รับจ้างอิสระ หรือเจ้าของกิจการต่างๆ ที่ต้องเอาเวลาและแรงไปลงกับธุรกิจของตัวเอง และจะไม่ได้รับรายได้หากว่าหยุดทำงาน

B หรือ Business Owner คือเจ้าของกิจการหรือลิขสิทธิ์ต่างๆ ที่ได้รับผลตอบแทนจากธุรกิจหรือผลงานที่ตัวเองสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องเอาตัวเองเข้าไปควบคุมสิ่งนั้นๆอยู่ตลอดเวลา แต่ยังคงได้รับผลตอบแทนอยู่

I หรือ Investor คือผู้ลงทุน ที่นำเงินไปซื้อความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ต่างๆ และสามารถปล่อยให้สินทรัพย์นั้นสร้างรายได้ให้ตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ต้องลงแรงและเวลากับสินทรัพย์นั้นๆในทุกๆวัน เช่นผู้ถือหุ้นของบริษัท เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์อื่นๆที่ให้ผลตอบแทนเป็นเงินปันผล ค่าเช่า ดอกเบี้ย และอื่นๆ

จะสังเกตุได้ว่า E และ S นั้นจะเป็นเงินที่ได้มาในรูป Active Income คือการที่ได้ได้จะหยุด หากว่าคนๆนั้นหยุดทำงาน
ส่วน B และ I เป็นแบบ Passive Income ที่ยังคงมีรายได้แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำงาน พอพูดดังนี้แล้วก็ไม่น่าแปลกที่ใครจะสนใจการเป็น B และ I กันมากกว่า แต่แน่นอนว่า กว่าจะไปอยู่ในกลุ่ม B และ I ได้นั้น ย่อมต้องใช้ความรู้ความสามารถ รวมถึงเวลาไม่มากก็น้อย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *